Story by Jitrakorn Mongkoltham, Persian Rug Collector

Art & Antiques เป็นสิ่งที่มีคุณค่า สะท้อนความคิด รสนิยม และไลฟ์สไตล์ของผู้สะสม ที่นอกจากจะให้คุณค่าต่อจิตใจแล้ว ยังเป็นช่องทางการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้อีกทางหนึ่ง ผม เอ-จิตรกร มงคลธรรม ในฐานะนักสะสมพรมเปอร์เซีย ผมมองว่าเพียงเรารู้จักคุณค่าของของสะสมเหล่านั้น ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลาหลายร้อยหลายพันปีมีเรื่องราวที่บ่งบอกคุณค่าด้วยตัวของมันเอง นั่นคือสิ่งที่น่าค้นหาและเป็นเสน่ห์ที่จะทำให้คนที่เข้าถึงความงามนั้นอยากครอบครอง

โอ่งสังคโลกสมัยสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 19 มีขนาดความสูง 1.20 เมตร มีขนาดตัวโอ่งกว้าง 1.28 เมตร ขนาดปากโอ่ง 0.56 เมตร และมีขนาดของก้นโอ่งมากกว่า 0.54 เมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดที่เคยพบในประเทศไทย โอ่งดินเผาทรงมะขวิดทรงสูงใบนี้มีอายุราว 700 ปีหรืออาจมากกว่า เป็นเครื่องปั้นเคลือบดินเผาโบราณชิ้นเอกของแผ่นดินสยามที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้ยล โดยโอ่งใบนี้มีสภาพที่สมบูรณ์มาก จึงอาจจัดได้ว่าเป็นโอ่งสังคโลกเนื้อแกร่ง (Stoneware) ใบใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยถูกค้นพบเจอในประเทศไทยก็ว่าได้

สำหรับโอ่งใบนี้คนทั่วไปพอเห็นทรงบริเวณช่วงบ่าของโอ่ง อาจจะบอกว่าศิลปะอย่างนี้ทรงอย่างนี้เป็นเอกลักษณ์ของเขมร แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างเชื่อว่าโอ่งลูกนี้เป็นโอ่งสุโขทัย เพราะน้ำเคลือบที่เคลือบตัวโอ่งเป็นชนิดเดียวกันกับโอ่งทรงมะขวิดซึ่งเป็นโอ่งขึ้นชื่อเอกลักษณ์ของสุโขทัย และการทำน้ำเคลือบสีโอ่งที่เคลือบดินของขอม หรือ เขมรโบราณ มีความต่างจากสุโขทัยชัดเจนทั้งสีและลักษณะการลวดลาย

คุณลักษณะของชิ้นงานนี้คล้ายได้รับอิทธิพลจากศิลปะเครื่องปั้นของเขมรโบราณเจือปนอยู่ ซึ่งผมก็เชื่อว่าโอ่งสุโขทัยได้รับอิทธิพลของการสร้างก็คือเรียนรู้มาจากช่างเขมร เพราะสมัยนั้นเขมรพยายามแผ่อำนาจเข้ามาในทุกๆ พื้นที่ของไทย แต่ที่สุโขทัยมันไม่ชัดเจน เพราะเขมรมาตีสุโขทัยเป็นเมืองขึ้นไม่ได้ อาจจะด้วยบารมีของพ่อขุนเม็งรายซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาและพ่อขุนรามคำแหงกษัตริย์ของสุโขทัยในสมันนั้นพระองค์เป็นเพื่อนร่วมสาบานกัน พ่อขุนเม็งรายยิ่งใหญ่มากในยุคนั้นไม่มีใครกล้ารุกราน ก็เลยเป็น 1 ในเหตุผลของข้อสันนิษฐานที่ว่าสุโขทัยปลอดจากอริราชศัตรู

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเขมรไม่ได้เข้ามาอยู่ในสุโขทัย ผมเชื่อว่าก็มีบ้างที่ช่างเขมรเข้ามาในบ้านเรา จึงอาจทำให้มีอิทธิพลของเขมรผสานอยู่ในสมัยนั้นด้วย คนในสมัยสุโขทัยชอบปั้นเครื่องกระเบื้องมาก สุโขทัยในตอนนั้นจึงเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในการทำเครื่องกระเบื้อง และเครื่องสังคโลกส่งออก ซึ่งโอ่งขนาดใหญ่ใบนี้ก็ถือเป็นโอ่งทรงสุโขทัยที่งดงามหายาก ด้วยทรงที่มีบริเวณปากแคบ ไหล่กว้าง แล้วคอดลงสู่เชิงฐานอย่างลงตัว ผิวเคลือบน้ำตาลทึบก็ยังคงความเงาวาว น้ำเคลือบสีน้ำตาลอ่อนวาวทองที่ถูกราดรินไห้ไหลลงเป็นริ้วลายบนผิวน้ำตาลทึบทั่วทั้งใบสวยงามและมีเสน่ห์ลึกลับของแบบฉบับช่างสมัยสุโขทัยขนานแท้ โอ่งใบนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นของโบราณหายากเพียงเท่านั้น แต่ควรเรียกว่าเป็นโบราณวัตถุที่หาไม่ได้อีกแล้วจะถูกต้องกว่า และควรค่าแก่การเป็นของสะสมที่มีมูลค่าอยู่เหนือกาลเวลา

ซึ่งผมคิดว่าโอ่งใบนี้จะยิ่งทวีความอัศจรรย์ใจมากขึ้น เมื่อทุกคนคิดย้อนกลับไปถึงวิธีการปั้นของช่างฝีมือในยุคสมัยโบราณที่เก่งกาจที่สามารถขึ้นรูปโอ่งขนาดใหญ่มหึมาใบนี้ได้ ซึ่งแน่นอนว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินตัวคนปั้นอย่างแน่นอน โดยช่างฝีมือในสมัยนั้นก็ได้ปั้นโอ่งใบนี้ออกมาสำเร็จด้วยสองมือ จากนั้นนำเข้าเตาเผาผ่านกรรมวิธีจนได้เนื้อดินแกร่ง ซึ่งในวันนี้ก็ยังคงแข็งแรงทนทานแม้จะผ่านกาลเวลามาแล้วหลายศตวรรษ

โอ่งสุโขทัยขนาดใหญ่ที่สุดในไทยอายุราว 700 ปี

สร้อยคอทองคำโบราณ ศิลปะขอม หรือ เขมรโบราณ สมัยสมโบร์ไพรกุก (Sambor Prei Kuk) จากพุทธศตวรรษที่ 12-13 นักโบราณคดีหลายคนเชื่อกันว่าสมัยสมโบร์ไพรกุกเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว เป็นยุคที่ทำเครื่องทองได้สวยที่สุดในเอเชีย เครื่องประดับมีความวิจิตรบรรจง เนื้อทองคำเปล่งปลั่งจากการถลุงทองได้อย่างเต็มที่ เพราะมีทองมากมั่งคั่งในการถลุงทอง สมโบร์ไพรกุกเป็นยุคต้นๆ ของอาณาจักรขอมหลายร้อยปีก่อนจะถึงสมัยบาปวน นครวัด และบายน ที่เรารู้จักกันดี มีความเก่าแก่กว่าอาณาจักรสุโขทัยราว 600 ปี

ในสมัยนั้นผู้คนนับถือศาสนาฮินดู เครื่องประดับต่างๆ จึงมีเอกลักษณ์ของศิลปะจากแถบอินเดียผสม จะมีรูปเคารพเทพเจ้าฮินดูเป็นองค์ประกอบของลวดลายและถือเป็นของชั้นสูง สร้อยคอทองคำเส้นนี้เป็นโบราณวัตถุเลอค่ามีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี สันนิษฐานว่าเป็นของชนชั้นสูงระดับเสนาบดีในสมัยอาณาจักรขอม ตัวสร้อยมีความยาว 28 นิ้ว มีน้ำหนักมากถึง 270 กรัม สายสร้อยถักร้อยด้วยลายเสาสิบกว่าเสาแบบโบราณ มีความแข็งแรงแน่นหนาและสมบูรณ์มาก และมีจี้ห้อยคล้ายทับทรวงของไทยที่งามสง่า มีขนาดใหญ่ 3.5×1.75 นิ้ว น้ำหนักมากด้วยเนื้อทองตัน ลวดลายดุนทองมีมิติสุดวิจิตรออกแบบเต็มพื้นที่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่มีองค์ประกอบและสัดส่วนที่ชัดเจน ด้านหน้าเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณบนฐานกลีบบัว ใบหน้าคมชัดมากด้วยเครื่องมือโบราณจากจินตนาการล้ำลึกของศิลปินในสมัยนั้น ประดับกลางด้วยแก้วหล่อสีเขียวแตงกวาเม็ดใหญ่สลักเป็นแท่งศิวลึงค์ลอยตัวก่อนหล่อเป็นเนื้อแก้ว ด้านหลังเป็นเทพทรงกระบือมีลายก้านบัว โดยบริเวณด้านใต้ยังประดับด้วยแก้วสี 5 เม็ด สวยงาม